ศิลปถ้ำ:ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์

                        มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์นั้นนิยมเขียนภาพไว้บนผนังถ้ำ หรือหน้าผาหิน  ศิลปถ้ำหรือภาพเขียนสีนี้(ROCK PAINTING) ถือว่าเป็นงานศิลปกรรมที่มนุษย์ในสมัยนั้นเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นการดำรงชีวิต หรือความเชื่อต่างๆ  ในพ..๒๔๖๗ นายเอ เอฟ จี แคร์(A.F.G.KERR)ได้ค้นพบภาพเขียนสีครั้งแรกที่ถ้ำมือแดง บ้านส้มป่อย ตำบลสีบุญเรือง อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม  เป็นภาพที่ทำขึ้นโดยใช้มือจุ่มสีประทับบนผนังถ้ำหรือเขียนเป็นภาพมือ  มีทั้งมือสีแดงและสีเทารวม ๑๐ มือด้วยกัน และยังมีภาพคนยืน ๖ คน

                     ต่อมาได้มีการค้นพบภาพเขียนบนผนังถ้ำมากขึ้น ในเขตภาคอิสาน ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี  เลย  ขอนแก่น  ชัยภูมิ และกาฬสินธิ์ 

                     ภาพเขียนสีนี้ยังมีปรากฏใน ภาคกลาง   ภาคเหนือ  ภาคใต้  ด้วย ได้แก่

                     ภาพเขียนสีบนเขาปลาร้า    อ.ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี

                          

                        เมื่อศึกษาวิธีการเขียนภาพบนผนังถ้ำแล้ว พบว่า ผนังหินที่ใช้เขียนส่วนใหญ่เป็นหินทราย   ส่วนที่พบเป็นผนังหินปูนก็มีเช่น ที่ภูผาฆ้อง อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย   การที่เลือกใช้ผนังหินทรายนั้นเนื่องจากมีผิวหน้าค่อนข้างเรียบ  หากมีการแตกตัวออกจากกันก็จะมีรอยแตกที่ตรง ส่วนวิธีการเขียนบนผนังถ้ำที่ภาคอิสานนั้นพบว่ามีลักษณะ ดังนี้

                     เริ่มต้นจากการเขียนเป็นโครงร่างของภาพก่อนแล้วจึงระบายสีทึบ  เป็นภาพที่ไม่ต้องการแสดงรายละเอียด   พบบางภาพยังเป็นเส้นร่างอยู่ ระบายสีทึบไม่หมด  เส้นร่างมักเป็นสีดำ ส่วนสีแดงหรือสีน้ำตาลแดงมักใช้ระบายเป็นสีทึบ  มักเขียนเป็นภาพคน  ซึ่งเขียนเป็นกลุ่มเหมือนจะบอกเหตุการณ์ของยุคสมัย และภาพสัตว์ที่พบเห็นในยุคนั้นได้แก่ วัว  หมา    สัตว์เลี้ยง เพื่อจะบอกลักษณะของสัตว์หรือวิธีการล่าหรือจับสัตว์  หรือบอกบริเวณนั้นมีสัตว์ชนิดนี้อยู่ เช่น กลุ่มภาพที่ผาแต้มอำเภอโขงเจียม  บางแห่งเขียนเพื่อแสดงพิธีกรรมบางอย่างเช่น ภาพเขียนที่เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี มีภาพคนสวมหัวนก     ในภาคอื่นนั้นพบว่ามีการเขียนภาพลายเส้นและมีเส้นขวางหรือประจุดอยู่กลางลำตัวเรียก ภาพเอกเรย์ พบที่เขาปลาร้า อำเภอลานสักจังหวัดอุทัยธานีเป็นภาพคน วัวหรือควาย และหมา   เป็นต้น

                    การเขียนภาพสัตว์นั้นน่าจะเขียนเพื่อที่จะล่าสัตว์ชนิดนั้น โดยสมมุติภาพขึ้นก่อน  และเขียนเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมในการล่าสัตว์  สัตว์ป่าในยุคนั้นส่วนใหญ่เป็นวัว     หรือเขียนเพื่อบอกลักษณะของสัตว์สำหรับการล่า   ส่วนภาพหมานั้นเขียนขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับคนมากกว่าพิธีกรรม เช่น ภาพหมาที่เขาจันทร์งาม อำเภอสี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา  หรือภาพหมา  ควาย   ที่เขาปลาร้าอยู่กับคน  เป็นต้น

                เขียนเป็นเส้นภาพโดยไม่มีการร่าง  ส่วนใหญ่เป็นภาพลายเรขาคณิตพบมากที่สุดในภาคอีสาน ไม่ทราบความหมาย หรือเป็นสัญญลักษณ์ ที่จะบอกอะไร

                เขียนเป็นภาพมือไว้บนผนังหิน  ซึ่งมีวิธีทำ ๓ วิธีกล่าวคือ ใช้ฝ่ามือวางทาบบนผนังหินแล้วเขียนเป็นเส้นรอบฝ่ามือนั้น   หรือใช้ฝ่ามือชุบสีเสียก่อนแล้วนำไปทาบบนผนังหิน  จึงทำให้บริเวณข้อต่อและอุ้งมือไม่มีสีติดบนผนังหิน  ซึ่งพบวิธีนี้ที่ภูผาฆ้อง บ้านห้วยส้ม อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และใช้ผ่ามือทาบลงผนังหินแล้วเอาปากอมสีพ่นไปรอบมือ   ภาพมือนี้มีที่ผาฆ้อง  บ้านผือ  จังหวัดอุดรธานี   ผาแต้มและผาหม่อน อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี     น่าจะทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของที่พักตามถ้ำชั่วคราว  ไม่ได้ใช้แสดงการเยี่ยมเยือนอย่างภาพมือที่พบในยุโรป หรือใช้เป็นสัญญลักษณ์แสดงเป็นแหล่งอาศัยอยู่ถาวรจนเป็นชุมชน      

                 สำหรับสีที่ใช้เขียนนั้น ส่วนมากเป็นสีแดง   นอกนั้นก็มีสีส้ม  สีเลือดหมู  สีน้ำตาล  สีดำและสีขาว   สำหรับสีแดงนั้นมีการศึกษาที่มาของสี พบว่าแร่เหล็ก(เฮมาไทด์) มีจำนวนมากในภาคอีสานหาได้ง่าย  จึงสันนิษฐานเป็นเบื้องต้นว่าได้นำแร่ชนิดนี้มาบดให้ละเอียดแล้วละลายน้ำหรือยางไม้ทำเป็นสีใช้เขียนผนังถ้ำ  ส่วนเครื่องมือที่ใช้เขียนในเบื้องต้นน่าจะใช้เปลือกไม้ทุบปลายให้เป็นเส้นทำเป็นภู่กันเขียนหรือใช้วัตถุที่ยืดหยุ่นซึมซับสีได้เช่น หางหรือขนสัตว์ และแท่งไม้  และการใช้ของแข็งหรือสิ่งที่มีคมเขียน  อย่างไรก็ตามการเขียนผนังหินนั้นจะมีน้ำหนักเท่ากัน  ส่วนข้อเท็จจริงนั้นเรื่องแหล่งที่มาของสีและเครื่องมือที่ใช้เขียนภาพผนังถ้ำนั้นยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีก

                 สำหรับการใช้สีแดงเขียนภาพผนังถ้ำนั้น ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ได้กล่าวไว้ในหนังสือคนก่อนประวัติศาสตรในประเทศไทยว่า "สีแดงมีความสำคัญในความเชื่อของึคนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย  โครงกระดูกที่ได้จากการขุดค้นที่ถ้ำพระ ตำบลไทรโยค  อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อพ..๒๕๐๕ ซึ่งเป็นโครงกระดูกของคนสมัยหินกลางพบว่าดินดอนเหนือศรีษะและร่างมีดินสีแดงคลุมอยู่แสดงว่าครั้งนั้นมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการฝังศพแล้ว โดยใช้สีแดง(ดินเทศ) ซึ่งหมายถึง สีเลือดและชีวิต โปรยลงบนร่างของผู้ตาย  ประเพณีนี้ในสมัยหินกลางทำกันมาตลอด แหลมมาลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย ในทวีปยุโรปการฝังศพคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินเก่าตอนปลายและสมัยหินกลาง นอกจากจะมีดินสีแดงโปรยไว้เหนือโครงกระดูกคนแล้ว บางแห่งยังใช้ดินสีแดงทาไว้ที่กระดูกคนตายด้วย"  

               ศาตราจารย์สุด แสงวิเชียร ได้กล่าวถึงการใช่สีแดงในพิธีฝังศพไว้ในหนังสืออดีตเช่นเดียวกันว่า

                    "ชาวบ้านเชียง สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลังจากทำหม้อไหสำหรับเป็นเครื่องเซ่นได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็คงคิดดัดแปลงวิธีทำ คือแทนที่จะใช้สีแดงโรยลงไปในศพ กลับใช้สีทา ลงไปบนผิวหม้อทั้งใบ ทำให้หม้อมีสีแดงสวยงามมากและปรากฏว่านอกจากหม้อไหที่มีลายเขียนสีแดงแล้ว ชาวบ้านเชียงสมัยนั้นได้อาศัยเอาก้อนสีแดงใส่ไว้ในหม้อวางกับศพด้วย"

                  สีแดงจึงเป็นสีสำคัญที่ใช้ในสังคมของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งพิธีศพและการใช้เขียนภาพผนังถ้ำ โดยเฉพาะเป็นสีที่มีความสดและเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล  และยุคสมัยศิลปถ้ำที่พบในภาคอีสานนั้น นักโบราณคดีไทย สันนิษฐานว่า มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ได้เขียนขึ้นในสังคมกสิกรรมหรือยุคโลหะอายุไม่เกิน ๓,๖๐๐-,๐๐๐ปีมาแล้ว   ซึ่งเป็นช่วงระยะที่มีความเจริญเติบโต และมีผลผลิตทางการเกษตรด้วยวิธีการเพาะปลูกในระบบกักเก็บน้ำ  รู้จักใช้เหล็กสร้างเครื่องมือเกษตรและใช้ควายไถนาพรวนดิน  จึงทำให้ประชากรในสังคมกสิกรรมมีความเป็นอยู่ดีและมีการขยายพื้นที่ทำการเพาะปลูกไปทั่วภาคอีสาน   ชุมชนกสิกรรมนี้รู้จักนำสีแดงมาเขียนบนภาชนะดินเผาแทนลายเชือกทาบที่มีมาแต่เดิม ดังจะเห็นได้จาก ภาชนะดินเผาที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

 

 

 

 

 

 

               << ย้อนกลับ                 ต่อไป แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง >>

 

 

 

 

 

WWW.SIAMRECORDER.COM

WEBMASTER@SIAMRECORDER.COM