อาณาจักรฟูนันหรือฟูนาน
   ( พุทธศตวรรษที่ ๖–๑๑)

อาณาจักรฟูนันเป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖
ชาวจีนเรียกว่า อาณาจักรฟูนัน โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม หมายถึงภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า
ราชาแห่งขุนเขา เนื่องจากอาณาจักรขอมที่สร้างขึ้นทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนนั้น
ตั้งอยู่บนภูเขา เป็นการสร้างเมืองขึ้นตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์หรือ
ฮินดูลัทธิไศวะนิกายและไวณพนิกายที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จึงสร้างเมืองบน
ไว้ภูเขาวิหารจำลอง ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ นั้น พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดียได้
เดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้ ได้สร้างแบบแผนของราชสำนักตามอย่างอินเดีย
ซึ่งมีตำนานเล่าถึงราชวงศ์ขอมไว้ว่า ราชวงศ์ขอมนั้นเกิดจากพราหมณ์คนหนึ่งสมสู่
กับนางนาค ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาค ที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชนชาติขอม
ราชวงศ์นี้ได้มีกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนันต่อมาจนถึงพ.ศ.๑๑๐๐ มีพระนามกษัตริย์
ที่ปรากฏชื่อคือพระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน และพระเจ้ารุทรวรมัน ศิลปขอม
ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เรียก ศิลปขอมแบบพนมดา สร้างระหว่าง พ.ศ.๑๑๐๐๐-๑๑๕๐
เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนันนั้น เรียก นอ-กอร กก-ทะโหลก ซึ่งหมายถึง
เมืองพระนครที่ตั้งอยู่บนขุนเขาและต้นไม้สูงนั่นเอง และได้รับอิทธิพล
มีความเชื่อในเรื่อง พญานาค  "นาค "คำนี้หากความเชื่อตามตำนานต้องถือว่า
เป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์ เป็นตัวแทนความเชื่อของชาวขอมที่ยึดเอาเป็นสัญลักษณ์ประจำ
ของชนเผ่า นับถือนาคนับถืองูเช่นเดียวกับอียิปต์หรืออินเดีย ความเชื่อนี้เกิดจาก
พื้นฐานของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่นมีความเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจากรอยพญานาค
ดังนั้นน้ำและถ้ำใหญ่ใต้น้ำหรือบนขุนเขาจึงเป็นถิ่นที่อยู่ของพญานาค ผู้นับถือ
นิยมที่จะสักลายตามผิวหนังด้วยรูปนาคและงู มีพิธีกรรมสำหรับบูชาพญานาค
เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้นอิทธิฤทธิ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ
หรือถูกงูกัด ถือว่าเป็นการลงโทษของพญานาค ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ปัจจุบันยังมี
หลงเหลืออยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่นมีความเชื่อว่า ทุกปีพญานาคจะพ่นบ้องไฟ
ขึ้นเหนือแม่น้ำโขง เป็นต้น

หากวิเคราะห์เอาว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือทะเลสาบ เป็นผู้ที่อยู่กับน้ำ
ซึ่งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว การอาศัยสิ่งที่อยู่ในน้ำเพื่อใช้ อุปโภค
บริโภคจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เรียกกลุ่มคนริมน้ำว่า มนุษย์นาคา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ
ในการหาปลาจับสัตว์น้ำและใช้เรือสำหรับเดินทางไปมาในแม่น้ำ จนมีการสร้างเรือยาว
ที่มีหัวพญานาคหรือเรือมังกรขึ้นในดินแดนที่อยู่ริมแม่น้ำ ก็พอจะมองเห็นภาพของ
ชุมชนริมน้ำและชุมชนบนภูเขา ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าป่าล่าสัตว์ นับถือขุนเขา
และสิ่งลึกลับที่เกิดขึ้นในป่าเขา โดยเชื่อว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากสัตว์ป่าและไข้ป่านั้น
เป็นการลงโทษของเจ้าป่าเจ้าเขา หากจะเหมาเอาว่าเป็นยักษ์มารอะไรก็ไม่ผิดอะไร
ดังนั้นการตั้งบ้านเมืองจึงขึ้นอยู่ว่าผู้นำหรือกษัตริย์ของตนนั้นมีความเชื่อหรือนับถือเอา
อะไรเป็นหลัก ฝ่ายนาคาหรือเจ้าป่าเจ้าเขา หรือได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนาใด
ก็จะพากันตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองตามคติความเชื่อนั้น
 
อาณาจักรขอมในระหว่างพ.ศ.๑๑๐๐-๑๑๗๐ นั้นได้มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ดังนี้
พระเจ้าภววรมันที่ ๑ นัดดาของพระเจ้ารุทวรมัน
พระเจ้ามเหทรวรมัน พระญาติของพระเจ้าภววรมัน รัชกาลนี้พระองค์ทรงสร้าง
อีศานปุระ (กลุ่มโบราณสถานสมโบร์ไพรกุก เมืองกำปงธม)เป็นราชธานีขึ้น
และพระเจ้าอีสานวรมันที่ ๑ พระโอรสของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ยุคนี้ได้มีการสร้าง
ศิลปขอมแบบสมโบร์ไพรกุกขึ้นระหว่างพ.ศ.๑๑๕๐-๑๒๐๐

ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบันนี้ เดิมนั้นเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง
ของอาณาจักรฟูนันเดิม เนื่องจากได้พบหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย คือ
ทับหลังหินทรายแกะสลัก ยุคไพรกะเม็ง (พ.ศ. ๑๑๘๐–๑๒๕๐ สมัยเจนละ ยุคก่อนสร้างนครวัด
นครธมในเขมร) ทับหลังยุคปาปวน(พ.ศ.๑๕๖๐–๑๖๓๐) และศิลาจารึกขอมสมัย
พุทธศตวรรษที่ ๑๒ นับเป็นหลักฐานศิลปขอมโบราณที่เก่าแก่ที่สุด
หลักฐานสำคัญเหล่านี้พบที่ วัดทองทั่ว-ไชยชุมพล ตำบลพะเนียด อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
(จันทบุรี นั้นเดิมชื่อ จันทบูนหรือจันทรบูรณ์ มีข้อสันนิษฐานว่า จันทบูรณ์น่าจะเป็นคำที่มาจาก
ภาษาเขมรว่า “เจือนตะโบง แปลว่า ชั้นที่อยู่ทางทิศใต้ หมายถึงเมืองที่อยู่ทิศใต้ของอาณาจักร)
นอกจากนี้ยังพบจารึกวัดทองทั่ว เป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต แปลได้ความว่า
“พระเจ้าศรีอีศานวรมัน ได้พระราชทานแท่งศิลาที่สกัดด้วยเหล็ก เป็นอักษรพร้อมคนงาน
ที่ต้องโทษ ๔๒ คน โค ๒๓๑ ตัว กระบือ๒๔๕ ตัว” (ปัจจุบัน จารึกนี้ เก็บรักษาอยู่ที่
หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ)   พระเจ้าศรีอีศานวรมัน กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรอีสานใน
ดินแดนสุวรรณภูมิ(สยาม)นั้นพระราชทานศิลาจารึก พร้อมกับแรงงานผู้ต้องโทษ ๔๒
คนและโค ๒๓๑ ตัวกระบือ ๒๔๕ ตัวให้ไว้ เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานว่า มีการส่งแรงงานนี้
มาเพื่อสร้างหรือทำอะไรในบริเวณนี้
         การจารึกข้อความบนศิลานั้นเป็นอารยธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของอาณาจักรฟูนัน
เมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ ปี มาแล้ว เป็นความนิยมจารึกเรื่องราวไว้บนศิลา เช่นเดียวกับการ
สลักรูปภาพต่างๆบนหินและแกะสลักลวดลายศิลปต่างๆไว้ประกอบในการสร้างปราสาทหิน
ที่มีอยู่มากมายในดินแดนภาคอีสาน
         นักประวัติศาสตร์บางคนมีความเห็นว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗-๙ นั้น บริเวณที่
ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณ
ปากแม่น้ำโขงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน    ดังนั้นบริเวณส่วนที่เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ
เมื่อราว พ.ศ.๖๔๓ ถึงพ.ศ.๑๐๔๓ นั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรฟูนันกล่าวคือ
อาณาจักรฟูนัน (FUNAN) ได้ถูกตั้งขึ้นและเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของ
อาณาจักรแห่งนี้น่าจะตั้งอยู่ที่ เมืองเปรเวงในประเทศกัมพูชา โดยมีเมืองออกแก้วหรือออกแอว
ในประเทศเวียดนาม เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้
ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน  คำว่า”ฟูนัน” นี้ น่าจะมาจากภาษาจีนที่แปลว่า ภูเขา โดยออกเสียง
เป็นภาษาขอมได้ว่า "พนม" อาณาจักรฟูนันนี้ได้รับเอาวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียมาใช้ในสังคมและ
เป็นชนชาติที่เป็นบรรพบุรุษของเขมรปัจจุบัน
เรื่องนี้ศาสตราจารย์ชอง เซลิเยร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กลับมีความเห็นว่า เมืองสำคัญของ
อาณาจักรฟูนันนั้น น่าจะอยู่บริเวณเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากได้มีการค้นพบ
โบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ลูกปัด ดินเผา และสำริด เป็นจำนวนมากที่เมืองอู่ทอง
ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมร ได้เขียนไว้ว่า ฟูนัน คืออาณาจักรเขมรยุคแรก เริ่มเมื่อ
เจ้าชายจากอินเดียชื่อ “โกญทัญญะ”(จีนว่า โกณฑิยะ) ลงเรือมาถึงอาณาจักรฟูนันแล้ว
ได้นางพญาฟูนัน(จีนว่าพระนาง ลิวเย่)เป็นพระชายา (พระชายาผู้นี้น่าจะเป็นเชื้อสายกษัตริย์ใน
ราชวงศ์ของฟูนันมากกว่าจะเรียกเป็นชื่อว่านางพญาฟูนัน) จึงได้ตั้งอาณาจักรฟูนันขึ้นตามชื่อ
ของราชวงศ์กษัตริย์ฟูนันเดิม เพราะต่อมานั้นขุนพลฟันซีมัน ได้ขึ้นเป็นผู้ครองอาณาจักรนี้
ปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ ระหว่าง พ.ศ. ๗๖๐–๗๙๕ นั้น จดหมายเหตุของจีนราชวงศ์ฮั่น
ได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตจีนชื่อ คังไถ(K’ang T’ai) และจูยิง(Chu Ying) ได้เดินทางมายังดินแดน
ของอาณาจักรฟูนัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน และได้จดบันทึกไว้ความว่า
“เมืองฟูนันมีความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อ
โกณฑิยะ ได้เดินทางโดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง และได้ประมุขของ
ชาวพื้นเมืองคือพระนางลิวเย่(Liu-ye)เป็นชายา ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน(Fan Shihman)
ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถ
ยึดครองอาณาจักร ฉูตูคุณ จิวจิ และเตียนซุน ” ราชฑูตจีนคังไถ ยังได้กล่าวเกี่ยวกับ
อาณาจักรฟูนันไว้อีกว่า “ มีกำแพงล้อมรอบเมือง มีพระราชวังและบ้านประชาชน
ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่าย ๆ
ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่งแต่เก็บเกี่ยวไปได้สามปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ
ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษีเป็นทองคำ เงิน ไข่มุก และเครื่องหอม มีหนังสือ
หอจดหมายเหตุ โดยใช้อักษรที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)”
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกไว้ในสมัยสามก๊ก ได้กล่าวถึง อาณาจักรฟูนัน ไว้ว่า
“ใน พ.ศ. ๗๘๖ อาณาจักรฟูนัน ได้ส่งคณะทูตมาประเทศจีน พร้อมกับส่งนักดนตรีและ
พืชผลในประเทศเป็นเครื่องราชบรรณาการ”
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกเมื่อพ.ศ. ๑๐๔๖ มีความว่า “ฟูนันส่งราชทูตไปประเทศจีน” และ
จักรพรรดิ์ของจีนได้มีพระราชโองการ ว่า
 “พระราชาแห่งรัฐฟูนัน ทรงพระนามว่า โกณฑิยะชัยวรมัน ประทับอยู่สุดเขตโพ้นทะเล
ราชวงศ์ของพระองค์ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ และได้ทรงแสดงความ
ซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายครั้ง บัดนี้สมควรจะตอบแทน
ให้ทัดเทียมกันและให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้
กษัตริย์แห่งฟูนัน"
           จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ฉี สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ได้กล่าวไว้ว่า “ประชาชน
ฟูนันโหดร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เข้าโจมตีเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและกดขี่ประชาชน
ลงเป็นทาส มีสินค้าคือ ทอง เงิน ผ้าไหม คนสำคัญใช้ผ้ายกนุ่งเป็นโสร่ง หล่อแหวนและ
กำไลด้วยทองคำ ใช้ภาชนะทำด้วยเงิน คนจนนุ่งผ้าฝ้ายผืนเดียว ริมทะเลมีกอไผ่ใหญ่
ใช้ใบไผ่สานเป็นหลังคาบ้านเรือนซึ่งยกพื้นสูงเหนือน้ำ ใช้เรือที่มีหัวและท้ายคล้ายปลา
พระราชาเสด็จบนหลังช้าง มีการชนไก่ วิธีพิพากษาคดีใช้วิธีโยนไข่ หรือแหวนทองคำ
ลงในน้ำเดือดแล้วให้คู่ความหยิบออกมา หรือเผาโซ่ให้ร้อนแล้วให้คู่ความเดินถือไป ๗ ก้าว
ผู้ผิดจะมือพอง และผู้ถูกจะไม่บาดเจ็บ”
(ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล : ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ. ๒๐๐๐ , รุ่งแสงการพิมพ์,
๒๔๓๕ หน้า ๑๘)
อาณาจักรฟูนันแห่งนี้มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๙ แล้วเริ่มเสื่อมใน
พุทธศตวรรษที่ ๑๐ ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเจนละ
(ในเขมร)เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ จากนั้นอาณาจักรฟูนัน ก็สูญหายไป เนื่องจากได้เกิดมี
อาณาจักรขอมขึ้นมาแทนในดินแดนของอาณาจักรฟูนันเดิม  การขุดค้นทางโบราณคดีที่
เมืองออกแก้ว(OC-EO) ตรงบริเวณปลายแหลมญวน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เกิดขึ้นในสมัย
ฟูนันนั้น ได้พบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่นถ้วยชาม เงินตรา พระพุทธรูป และเทวรูป
ส่วนใหญ่เป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย  สำหรับดินแดนที่อยู่ในประเทศไทยนั้น
ได้มีการสำรวจพบเงินเหรียญรูปพระอาทิตย์และศิลปวัตถุสมัยฟูนันหลายอย่าง
พบที่แหล่งโบราณสถานคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่เมืองจันเสน
อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้น
เคยได้รับอิทธิพลหรืออยู่ในอาณาจักรฟูนันมาก่อน  เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ นั้น
หลวงจีนอี้จิง ได้ออกเดินทางโดยเรือจากจีนไปสืบพระศาสนาที่อินเดีย ได้แล่นเรือผ่าน
บริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน และบันทึกไว้ว่า
“พราหมณ์ชาวอินเดียได้เคยอพยพมาตั้งถิ่นฐานและแต่งงานกับเจ้าหญิงชนพื้นเมืองเดิม
สถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้น โดยรับอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น เช่น การปกครอง
แบบเทวราชา …..ในอาณาจักรฟูนันสมัยก่อน พระธรรมทางศาสนาพุทธได้แพร่หลาย
และขยายออกไป แต่ในปัจจุบัน พระราชาที่โหดร้ายได้ทำลายพระธรรมเสียสิ้น และ
ไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย”               
เมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรเจนละได้เจริญรุ่งเรือง
ขึ้นมาครั้งเมื่ออาณาจักรเจนละมีอิทธิมากขึ้น จึงได้แผ่อำนาจมาทางอาณาจักรฟูนัน
จึงทำให้เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจเป็นใหญ่ในดินแดนดังกล่าว ในที่สุดอาณาจักรเจนละ
ก็สามารถครอบครองดินแดนแถบนี้ได้





<< ย้อนกลับ     ต่อไป อาณาจักรเจนละ >>